ข้ามไปยังเนื้อหา
ขอใบเสนอราคา โทร +66 93 004 4098

บทความ

WooCommerce คืออะไร ตั้งค่าร้านบน WordPress ให้รับเงินและส่งของในไทยได้อย่างไร

ทำความรู้จัก WooCommerce ปลั๊กอินร้านค้าบน WordPress วิธีตั้งค่าสำหรับร้านในไทย ค่าใช้จ่ายจริง และเทียบกับ Shopify ก่อนเลือกแพลตฟอร์ม

ภาพปกบทความ: WooCommerce

WooCommerce คืออะไร

WooCommerce คือปลั๊กอินแบบโอเพนซอร์สที่ติดตั้งบน WordPress แล้วเปลี่ยนเว็บธรรมดาให้เป็นร้านค้าออนไลน์ มีหน้าสินค้า ตะกร้า หน้าชำระเงิน และระบบจัดการคำสั่งซื้อ ตัวปลั๊กอินหลักดาวน์โหลดใช้ได้ฟรี แต่คุณต้องมีโฮสติ้งเป็นของตัวเองและดูแลระบบเอง ต่างจากแพลตฟอร์มแบบเช่ารายเดือนที่ผู้ให้บริการดูแลเซิร์ฟเวอร์ให้

คำตอบสั้นสำหรับเจ้าของร้านในไทยคือ WooCommerce เหมาะเมื่อคุณอยากควบคุมหน้าร้าน ข้อมูลลูกค้า และการออกแบบได้เต็มที่ และมีคนดูแลการอัปเดตหลังเปิดร้าน ถ้าอยากได้ความสะดวกมากที่สุดและไม่อยากยุ่งกับเซิร์ฟเวอร์ แพลตฟอร์มแบบสมัครสมาชิกอย่าง Shopify อาจเหมาะกว่า รายละเอียดการเทียบอยู่ในหัวข้อด้านล่าง

ถ้ายังไม่คุ้นกับระบบหลังบ้าน แนะนำให้อ่านWordPress คืออะไร และทำไมธุรกิจนิยมใช้ก่อน เพราะ WooCommerce อาศัยระบบผู้ใช้ ธีม และปลั๊กอินของ WordPress ทั้งหมด

WooCommerce ทำงานร่วมกับ WordPress อย่างไร

ให้มองว่า WordPress เป็นอาคาร ส่วน WooCommerce เป็นการตกแต่งชั้นล่างให้เป็นร้านค้า หน้าเกี่ยวกับเรา บทความ และหน้าติดต่อยังอยู่ในระบบเดียวกัน ทีมงานเข้าหลังบ้านที่เดียว แก้ได้ทั้งเนื้อหาและสินค้า

ส่วนขยาย (extensions)

ความสามารถที่ไม่มีในตัวหลักจะเพิ่มผ่านส่วนขยาย เช่น การเชื่อมต่อ payment gateway ระบบสมาชิก การจองคิว หรือการเชื่อมกับบริษัทขนส่ง บางตัวฟรี บางตัวเป็นแบบจ่ายรายปี ข้อดีคือเลือกเฉพาะสิ่งที่ร้านต้องใช้ ข้อเสียคือยิ่งติดตั้งมาก ยิ่งต้องดูแลความเข้ากันได้ระหว่างปลั๊กอินมากขึ้น

ธีมที่รองรับร้านค้า

ธีมที่ออกแบบมาให้รองรับ WooCommerce จะจัดหน้าสินค้า ตะกร้า และหน้าชำระเงินให้ดูดีบนมือถือ ซึ่งสำคัญมากเพราะลูกค้าไทยจำนวนมากกดเข้าร้านจากลิงก์ใน LINE หรือโซเชียลบนโทรศัพท์ ถ้าต้องการให้ทีมที่ถนัดระบบนี้วางโครงให้ ดูบริการรับทำเว็บไซต์ WordPressของเรา

ฟีเจอร์หลักของ WooCommerce

  • สินค้าและตัวเลือก: สินค้าธรรมดา สินค้าที่มีตัวเลือกอย่างสีหรือไซซ์ และสินค้าดิจิทัลที่ให้ดาวน์โหลด
  • สต็อก: ตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อมีคำสั่งซื้อ และแจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้หมด
  • คำสั่งซื้อ: ดูสถานะ รอชำระ กำลังจัดส่ง เสร็จสิ้น หรือคืนเงิน พร้อมอีเมลแจ้งลูกค้าในแต่ละขั้น
  • คูปองและส่วนลด: ตั้งส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงิน กำหนดวันหมดอายุและยอดขั้นต่ำ เหมาะกับแคมเปญช่วงสงกรานต์หรือวันลดราคาประจำเดือน
  • ภาษีและค่าส่ง: ตั้งอัตราภาษีและโซนจัดส่งได้เอง
  • รายงาน: ยอดขาย สินค้าขายดี และคำสั่งซื้อตามช่วงเวลา

ฟีเจอร์เหล่านี้อยู่ในตัวหลัก ดูรายละเอียดครบได้ในเอกสารการใช้งานของ WooCommerce

ตั้งค่า WooCommerce สำหรับร้านค้าในไทย

ค่าเริ่มต้นของ WooCommerce ออกแบบมาสำหรับร้านทั่วโลก ร้านในไทยจึงต้องปรับหลายจุดก่อนเปิดขายจริง

สกุลเงินและที่อยู่

ตั้งสกุลเงินเป็นบาท กำหนดรูปแบบตัวเลขให้คุ้นตาคนไทย และปรับฟอร์มที่อยู่ให้มีจังหวัด เขตหรืออำเภอ และรหัสไปรษณีย์ครบ ฟอร์มที่ยาวหรือสับสนบนมือถือเป็นเหตุผลหลักที่ลูกค้าทิ้งตะกร้า

รับชำระเงิน

WooCommerce ไม่ได้มี PromptPay ในตัว ต้องเชื่อมผ่านผู้ให้บริการรับชำระเงินที่มีปลั๊กอินสำหรับ WooCommerce ซึ่งหลายเจ้ารองรับทั้ง QR PromptPay บัตรเครดิต และ mobile banking ในที่เดียว วิธีเลือกและสิ่งที่ต้องเทียบ อ่านต่อในบทความpayment gateway ไทยทำงานอย่างไร ส่วนการเก็บเงินปลายทางเปิดใช้ได้จากตัวเลือกในตัวหลัก

จัดส่ง

ตั้งโซนจัดส่ง เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่างจังหวัด และพื้นที่ห่างไกล แล้วกำหนดค่าส่งตามน้ำหนักหรือยอดสั่งซื้อ ร้านส่วนใหญ่ใช้ Thailand Post, KEX Express (ชื่อเดิม Kerry Express), Flash Express หรือ J&T บางเจ้ามีระบบหรือปลั๊กอินให้ออกใบปะหน้าและเลขพัสดุ ควรเช็กกับขนส่งที่ใช้อยู่ก่อน

ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

ถ้าร้านจดภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องการออก e-Tax Invoice ต้องใช้ระบบหรือผู้ให้บริการที่รองรับมาตรฐานของกรมสรรพากร ดูเงื่อนไขล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ e-Tax Invoice และ e-Receipt ของกรมสรรพากร แล้วเลือกปลั๊กอินหรือระบบบัญชีที่เชื่อมกับ WooCommerce ได้

PDPA

หน้าชำระเงินเก็บชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทร จึงต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัว ช่องขอความยินยอมสำหรับการตลาด และกำหนดว่าใครในร้านเข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อได้

ค่าใช้จ่ายในการเปิดร้าน WooCommerce

คำว่าฟรีหมายถึงตัวปลั๊กอินหลักเท่านั้น ร้านที่ใช้งานจริงมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหลายรายการ ควรทำงบเป็นรายปีตั้งแต่แรก หลักเดียวกับที่อธิบายไว้ในบทความสร้างเว็บไซต์ฟรีได้จริงแค่ไหน

  • โดเมนและโฮสติ้ง: ร้านค้าควรใช้โฮสติ้งที่แรงกว่าเว็บบริษัททั่วไป มีสำรองข้อมูลทุกวันและ SSL
  • ส่วนขยายแบบเสียเงิน: บางตัวคิดค่าต่ออายุรายปีเพื่อรับอัปเดต ดูราคาปัจจุบันในหน้าส่วนขยายบนเว็บไซต์ทางการของ WooCommerce
  • ค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน: คิดโดยผู้ให้บริการ payment gateway ตามอัตราที่ประกาศในหน้าราคาของแต่ละเจ้า ณ เวลาที่สมัคร
  • ค่าดูแลระบบ: อัปเดต WordPress ปลั๊กอิน และธีม ตรวจความปลอดภัย และแก้ปัญหาเมื่อระบบขัดข้อง จะทำเองหรือใช้บริการดูแลเว็บไซต์หลังเปิดใช้งานก็ได้
  • ค่าออกแบบและติดตั้ง: ค่าใช้จ่ายครั้งเดียวตอนเริ่มร้าน

สำหรับงานสร้างร้าน เรามีแพ็กเกจ E-commerce เริ่มต้น 50,000 บาท เป็นราคาประมาณการแบบจ่ายครั้งเดียว รวมการติดตั้ง Shopify หรือ WooCommerce การเชื่อม PromptPay บัตร เก็บเงินปลายทาง และขนส่งไทย การนำเข้าสินค้า การตั้งค่า e-Tax invoice การสอนทีมงาน และเช็กลิสต์ก่อนเปิดร้าน เทียบกับแพ็กเกจอื่นได้ที่หน้าแพ็กเกจและราคาทำเว็บไซต์ ส่วนค่าดูแลหลังเปิดร้านประเมินตามแต่ละเว็บ

WooCommerce หรือ Shopify

ประเด็นWooCommerceShopify
รูปแบบปลั๊กอินโอเพนซอร์ส ติดตั้งบนโฮสติ้งของคุณแพลตฟอร์มแบบสมัครสมาชิก ผู้ให้บริการดูแลเซิร์ฟเวอร์
ค่าใช้จ่ายหลักโฮสติ้ง ส่วนขยาย และค่าดูแลค่าแพ็กเกจรายเดือนหรือรายปี ดูอัตราปัจจุบันที่หน้าราคาของ Shopify บวกค่าแอปที่เลือกใช้
การควบคุมแก้ได้แทบทุกส่วน ย้ายโฮสต์ได้ ข้อมูลอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ที่คุณเลือกปรับแต่งได้ภายในกรอบของแพลตฟอร์ม
งานดูแลต้องอัปเดตและสำรองข้อมูลเอง หรือจ้างคนดูแลอัปเดตระบบและความปลอดภัยของเซิร์ฟเวอร์ทำโดยแพลตฟอร์ม
เนื้อหาและบล็อกแข็งแรงมาก เพราะอยู่บน WordPressมีบล็อกในตัว แต่ความยืดหยุ่นน้อยกว่า
เหมาะกับร้านที่มีเนื้อหาเยอะ ต้องการฟังก์ชันเฉพาะ หรือมีเว็บ WordPress อยู่แล้วร้านที่อยากเปิดเร็ว ทีมเล็ก ไม่อยากยุ่งกับเซิร์ฟเวอร์

ไม่มีแพลตฟอร์มไหนดีกว่าในทุกกรณี คำถามที่ช่วยตัดสินใจได้เร็วที่สุดคือ หลังเปิดร้านแล้วใครจะเป็นคนดูแลระบบ ถ้าต้องการคนช่วยเลือกและสร้างร้านบนแพลตฟอร์มที่เหมาะ ดูบริการรับทำเว็บไซต์ E-commerceของเรา

ข้อควรระวังและการดูแลร้าน

  • อัปเดตอย่างมีขั้นตอน: สำรองข้อมูลก่อนอัปเดตทุกครั้ง และถ้าเป็นไปได้ให้ทดสอบบนเว็บสำเนาก่อน เพราะส่วนขยายบางตัวอาจยังไม่รองรับเวอร์ชันใหม่
  • สำรองข้อมูลคำสั่งซื้อ: ร้านค้ามีคำสั่งซื้อใหม่ทุกวัน การสำรองรายสัปดาห์จึงไม่พอ
  • ความเร็วเมื่อสินค้าเยอะ: ร้านที่มีสินค้าหลายพันรายการต้องใช้โฮสติ้งที่แรงพอ บีบอัดรูป และตั้งค่าแคชโดยไม่แคชหน้าตะกร้าและหน้าชำระเงิน
  • ความปลอดภัย: ใช้รหัสผ่านแข็งแรงและยืนยันตัวตนสองขั้นสำหรับผู้ดูแล จำกัดสิทธิ์พนักงานตามหน้าที่ และลบปลั๊กอินที่ไม่ใช้
  • ทดสอบการสั่งซื้อจริงเป็นระยะ: ลองสั่งซื้อด้วยมือถือทุกช่องทางชำระเงินหลังอัปเดตใหญ่

ถ้ายังอยู่ในช่วงวางแผนว่าจะเปิดร้านแบบไหนและควรเริ่มจากเครื่องมือฟรีหรือไม่ อ่านบทความสร้างเว็บไซต์ขายของฟรีได้ไหม และควรเริ่มอย่างไร หรือดูบทความเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ทั้งหมดของเรา

แชร์หน้านี้

แหล่งอ้างอิง

Litesh Dhir ผู้ร่วมก่อตั้ง Website Development Bangkok
ตรวจทานโดย Litesh Dhirผู้ร่วมก่อตั้ง ดูแลงาน SEO และการพัฒนาเว็บไซต์

สร้างเว็บไซต์และดูแลอันดับการค้นหา รวมถึงวางระบบเบื้องหลังเว็บไซต์ลูกค้า 17 แห่งที่เราเผยแพร่ตัวเลขจาก Search Console เกี่ยวกับเรา (หน้าภาษาอังกฤษ)

คำถามที่พบบ่อย

WooCommerce ใช้ฟรีจริงไหม

ตัวปลั๊กอินหลักดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรี แต่การเปิดร้านจริงมีค่าใช้จ่ายอื่นเสมอ ได้แก่ โดเมน โฮสติ้งที่รองรับร้านค้า ส่วนขยายแบบเสียเงินบางตัว ค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการรับชำระเงิน และค่าดูแลระบบ ถ้าจ้างทำร้านก็มีค่าออกแบบและติดตั้งครั้งแรกเพิ่ม ควรทำงบเป็นรายปีเพื่อเทียบกับค่าสมาชิกของแพลตฟอร์มสำเร็จรูปอย่างเป็นธรรม

WooCommerce กับ Shopify ต่างกันอย่างไร

WooCommerce เป็นปลั๊กอินบน WordPress ที่คุณติดตั้งบนโฮสติ้งของตัวเอง ควบคุมและปรับแต่งได้เกือบทุกส่วน แต่ต้องดูแลการอัปเดตและสำรองข้อมูล Shopify เป็นแพลตฟอร์มแบบจ่ายค่าสมาชิกที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ให้ เปิดร้านได้เร็วและดูแลง่ายกว่า แต่ปรับแต่งได้ในกรอบของแพลตฟอร์ม ร้านที่เน้นเนื้อหามากหรือต้องการฟังก์ชันเฉพาะมักเลือก WooCommerce ส่วนทีมเล็กที่อยากเริ่มขายเร็วมักเลือก Shopify

WooCommerce รับชำระเงินผ่าน PromptPay ได้ไหม

ได้ แต่ไม่ได้มีมาในตัวหลัก ต้องเชื่อมผ่านผู้ให้บริการรับชำระเงินในไทยที่มีปลั๊กอินสำหรับ WooCommerce ลูกค้าจะสแกน QR PromptPay ที่หน้าชำระเงิน และระบบอัปเดตสถานะคำสั่งซื้อให้อัตโนมัติเมื่อเงินเข้า ก่อนเลือกผู้ให้บริการ ให้เทียบค่าธรรมเนียม รอบการโอนเงินเข้าบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้สมัคร จากหน้าข้อมูลปัจจุบันของแต่ละเจ้า

WooCommerce รองรับสินค้าจำนวนมากได้หรือไม่

รองรับได้ แต่ประสิทธิภาพขึ้นกับโฮสติ้งและการตั้งค่ามากกว่าตัวปลั๊กอิน ร้านที่มีสินค้าหลายพันรายการควรใช้โฮสติ้งที่มีทรัพยากรเพียงพอ บีบอัดรูปสินค้า ตั้งแคชอย่างถูกวิธี และเลือกส่วนขยายเท่าที่จำเป็น การนำเข้าสินค้าจำนวนมากทำผ่านไฟล์ CSV ได้ ควรทดสอบความเร็วหน้าหมวดหมู่และหน้าค้นหาบนมือถือก่อนเปิดขายจริง

หลังเปิดร้าน WooCommerce ต้องดูแลอะไรบ้าง

งานหลักคืออัปเดต WordPress ปลั๊กอิน และธีมอย่างสม่ำเสมอ โดยสำรองข้อมูลก่อนทุกครั้ง ตรวจว่าสำรองข้อมูลอัตโนมัติรายวันยังทำงาน ต่ออายุโดเมน SSL และส่วนขยายแบบเสียเงินให้ทัน ดูแลบัญชีผู้ดูแลและสิทธิ์พนักงาน และทดลองสั่งซื้อผ่านมือถือหลังการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ถ้าไม่มีคนในทีมทำ ควรหาผู้ดูแลเว็บตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน

เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่ต้องการ

ส่งรายละเอียดสั้น ๆ ทาง WhatsApp หรือแบบฟอร์ม แล้วรับใบเสนอราคาที่ระบุขอบเขตงาน ระยะเวลา และราคาของโปรเจกต์

WhatsApp โทร