เว็บขายของของตัวเองต่างจากมาร์เก็ตเพลสอย่างไร
คำตอบสั้นคือ เว็บขายของของตัวเองให้สามสิ่งที่มาร์เก็ตเพลสให้ไม่ได้ ได้แก่ ข้อมูลลูกค้าที่เป็นของคุณ การควบคุมหน้าร้านและแบรนด์เต็มที่ และไม่ต้องแบ่งค่าคอมมิชชันต่อออเดอร์ให้มาร์เก็ตเพลส
สิ่งที่แลกมาคือคุณต้องพาลูกค้าเข้าร้านเอง เพราะเว็บใหม่ไม่มีคนเดินผ่านเหมือนหน้าแอป Shopee หรือ Lazada ร้านจำนวนมากจึงเลือกขายทั้งสองทาง
ลองนึกถึงความต่างแบบนี้ มาร์เก็ตเพลสคือการเช่าแผงในห้างขนาดใหญ่ มีคนเดินผ่านทั้งวัน แต่ห้างกำหนดกติกา ค่าธรรมเนียม และหน้าตาแผง ส่วนเว็บของตัวเองคือร้านริมถนนที่คุณเป็นเจ้าของ ตกแต่งได้ตามใจ เก็บรายชื่อลูกค้าประจำได้ แต่ต้องทำให้คนรู้ว่าร้านอยู่ที่ไหน
| ประเด็น | เว็บของตัวเอง | มาร์เก็ตเพลส |
|---|---|---|
| ผู้เข้าชม | ต้องสร้างเอง | มีคนค้นหาในแอปอยู่แล้ว |
| ข้อมูลลูกค้า | เก็บได้เองตามที่ลูกค้ายินยอม | แพลตฟอร์มถือข้อมูลส่วนใหญ่ |
| ค่าใช้จ่าย | ค่าทำเว็บ ค่าโฮสต์ ค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน | ค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ตามที่แพลตฟอร์มกำหนด |
| หน้าร้านและแบรนด์ | ออกแบบได้ทั้งหมด | ใช้แม่แบบของแพลตฟอร์ม |
| การแข่งขันในหน้าเดียวกัน | ไม่มีร้านคู่แข่งอยู่ข้าง ๆ | ลูกค้าเทียบราคากับร้านอื่นได้ทันที |
ข้อดีและข้อเสียของการขายบน Shopee และ Lazada
ข้อดี
- เริ่มขายได้เร็ว ไม่ต้องลงทุนทำหน้าร้าน
- มีผู้ซื้อที่ตั้งใจซื้อของค้นหาอยู่ในแอปตลอดเวลา
- ระบบชำระเงินและการเชื่อมต่อขนส่งมีมาให้พร้อม
- แคมเปญใหญ่ของแพลตฟอร์ม เช่น วันลดราคาประจำเดือน ช่วยดึงคนเข้าร้าน
ข้อเสีย
- ค่าธรรมเนียมการขายและค่าบริการต่าง ๆ ปรับได้ตามนโยบายแพลตฟอร์ม ควรตรวจอัตราปัจจุบันใน Seller Centre ของแต่ละเจ้าก่อนคำนวณกำไร
- ลูกค้ามองว่าซื้อจาก Shopee หรือ Lazada มากกว่าซื้อจากร้านคุณ ทำให้สร้างลูกค้าประจำได้ยาก
- การติดต่อลูกค้าหลังการขายถูกจำกัดตามกติกาของแพลตฟอร์ม
- ร้านที่ขายสินค้าคล้ายกันอยู่ในผลการค้นหาเดียวกัน การแข่งขันจึงมักจบที่ราคา
- ถ้าบัญชีร้านถูกระงับ ยอดขายหยุดทันทีโดยที่คุณไม่มีช่องทางสำรอง
ข้อเสียเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าไม่ควรขายบนมาร์เก็ตเพลส แต่แปลว่าไม่ควรพึ่งช่องทางเดียว โดยเฉพาะเมื่อร้านเริ่มมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
ขายทั้งบนเว็บและมาร์เก็ตเพลสพร้อมกัน
รูปแบบที่พบบ่อยคือใช้มาร์เก็ตเพลสหาลูกค้าใหม่ แล้วใช้เว็บของตัวเองดูแลลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ ลูกค้าประจำรู้จักแบรนด์แล้ว จึงยินดีสั่งตรงผ่านเว็บ โดยเฉพาะเมื่อเว็บมีสินค้าครบกว่า หรือมีชุดสินค้าที่หาในแอปไม่ได้
เรื่องที่ต้องคุมให้ได้เมื่อขายหลายช่องทาง
- สต็อก สินค้าชิ้นเดียวกันถูกขายในสองที่ ถ้าตัดสต็อกไม่ตรงกัน จะเกิดออเดอร์ที่ส่งของไม่ได้ ควรมีที่เก็บข้อมูลสต็อกหลักที่เดียว แล้วอัปเดตช่องทางอื่นตามรอบที่กำหนด
- ราคา ถ้าราคาบนเว็บสูงกว่าในแอปมาก ลูกค้าจะกลับไปซื้อในแอป ร้านหลายแห่งจึงใช้ของแถมหรือชุดสินค้าเฉพาะเว็บแทนการตัดราคา
- ชื่อและรหัสสินค้า ใช้ SKU ชุดเดียวกันทุกช่องทาง ช่วยให้แพ็กของและทำบัญชีไม่สับสน
- นโยบายคืนสินค้า เขียนให้ชัดว่าเงื่อนไขบนเว็บเป็นอย่างไร เพราะลูกค้าอาจคุ้นกับกติกาของแพลตฟอร์ม
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเปิดเว็บขายของ
งานที่ทำให้โปรเจกต์เว็บร้านค้าช้าที่สุดมักไม่ใช่การเขียนโค้ด แต่เป็นข้อมูลสินค้าที่ยังไม่พร้อม เตรียมรายการนี้ก่อนคุยกับทีมพัฒนา
- รายการสินค้าพร้อม SKU ในไฟล์สเปรดชีต แยกตัวเลือก เช่น สี ขนาด หรือรส
- รูปสินค้า พื้นหลังและขนาดเดียวกันทั้งร้าน อย่างน้อยหนึ่งรูปหลักต่อสินค้า
- คำอธิบายสินค้า ที่ตอบคำถามจริงของลูกค้า เช่น วัสดุ ขนาด วิธีใช้ และข้อควรระวัง
- ราคาและโปรโมชัน รวมถึงราคาเมื่อซื้อเป็นชุด
- กติกาค่าส่ง คิดตามน้ำหนัก ตามจำนวนชิ้น หรือส่งฟรีเมื่อซื้อครบยอด
- นโยบายคืนสินค้าและคืนเงิน
- บัญชีรับเงิน บัญชีธนาคารของธุรกิจ และบัญชีกับผู้ให้บริการรับชำระเงิน
- ประกาศความเป็นส่วนตัว ที่ระบุว่าเก็บข้อมูลลูกค้าอะไร เพื่ออะไร ตาม PDPA
นอกจากข้อมูล หน้าตาร้านก็สำคัญ ผู้ซื้อส่วนใหญ่สั่งจากมือถือ ปุ่มหยิบใส่ตะกร้าต้องกดง่าย และขั้นตอนชำระเงินต้องสั้น อ่านหลักการออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นการใช้งานจริงเพื่อดูว่าควรคุยเรื่องอะไรกับนักออกแบบ
ชำระเงิน ขนส่ง และใบกำกับภาษี
ช่องทางชำระเงิน
ผู้ซื้อในไทยส่วนใหญ่คุ้นกับการสแกน PromptPay นอกจากนั้นคือบัตรเครดิตและเดบิต และสำหรับบางกลุ่มสินค้า การเก็บเงินปลายทางยังจำเป็น การรับเงินอัตโนมัติบนเว็บต้องผ่านผู้ให้บริการรับชำระเงิน ถ้ายังไม่แน่ใจว่าทำงานอย่างไร อ่านpayment gateway คืออะไรและเลือกอย่างไรก่อนตัดสินใจ
การจัดส่ง
ร้านส่วนใหญ่ใช้ขนส่งมากกว่าหนึ่งเจ้า เช่น ไปรษณีย์ไทยสำหรับพื้นที่ห่างไกล และ KEX Express (ชื่อเดิม Kerry Express), Flash Express หรือ J&T สำหรับพัสดุทั่วไป เว็บควรคำนวณค่าส่งตามกติกาที่ตั้งไว้ และเก็บเลขพัสดุเพื่อแจ้งลูกค้า ถ้าเลือกสร้างร้านบน WordPress บทความเรื่องร้านค้าออนไลน์ด้วย WooCommerceอธิบายการตั้งค่าส่วนนี้ละเอียดขึ้น
ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
ร้านที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและลูกค้าเป็นนิติบุคคล มักถูกขอใบกำกับภาษี กรมสรรพากรมีระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ให้ออกเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีว่าร้านของคุณต้องใช้แบบใด แล้วออกแบบฟอร์มสั่งซื้อให้เก็บข้อมูลที่ต้องใช้ในเอกสารตั้งแต่แรก
การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ตจดทะเบียนพาณิชย์ และร้านที่จดแล้วสามารถขอเครื่องหมาย DBD Registered แสดงบนเว็บได้ เงื่อนไขและข้อยกเว้นขึ้นกับรูปแบบธุรกิจ จึงควรตรวจรายละเอียดล่าสุดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยตรง
เว็บขายของแบบฟรีมีข้อจำกัดอะไร
เครื่องมือสร้างร้านค้าแบบฟรีเหมาะกับการทดลองว่าสินค้าขายได้หรือไม่ แต่ก่อนใช้จริงควรรู้ว่ากำลังแลกอะไรไป ข้อจำกัดหลายข้อเหมือนกับที่อธิบายไว้ในบทความสร้างเว็บไซต์ฟรีได้จริงแค่ไหน
- โดเมนของผู้ให้บริการ ที่อยู่เว็บมีชื่อแพลตฟอร์มต่อท้าย ดูไม่น่าเชื่อถือเมื่อส่งให้ลูกค้าองค์กร
- ช่องทางชำระเงินจำกัด บางแผนฟรีไม่รองรับ PromptPay หรือบัตร หรือคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มต่อรายการ
- โฆษณาหรือแบนเนอร์ของแพลตฟอร์ม แสดงบนร้านของคุณ
- ย้ายออกยาก ข้อมูลสินค้าและลูกค้าอาจส่งออกได้ไม่ครบเมื่อต้องการย้ายระบบ
- ปรับแต่งได้น้อย เช่น เพิ่มช่องข้อมูลสำหรับใบกำกับภาษี หรือกติกาค่าส่งหลายขนส่ง
ทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่าคือระบบที่คุณเป็นเจ้าของข้อมูลเอง เช่น WordPress ร่วมกับปลั๊กอินร้านค้า ถ้ายังไม่รู้จักระบบนี้ บทความWordPress คืออะไรอธิบายพื้นฐานไว้แล้ว อีกทางคือ Shopify ซึ่งเป็นระบบเสียค่าบริการรายเดือน แต่ดูแลเรื่องเซิร์ฟเวอร์ให้
แผนเปิดร้านบนเว็บไซต์ของตัวเอง
- เลือกสินค้าชุดแรก เริ่มจากสินค้าขายดีและมีสต็อกแน่นอน ไม่จำเป็นต้องลงสินค้าทั้งหมดในวันแรก
- เลือกแพลตฟอร์ม Shopify หรือ WooCommerce ตามงบรายเดือน ความต้องการปรับแต่ง และคนที่จะดูแลร้าน
- ตั้งค่าชำระเงินและขนส่ง ทดสอบสั่งซื้อจริงทุกช่องทาง ทั้ง PromptPay บัตร และเก็บเงินปลายทาง
- ทดสอบบนมือถือ ให้คนที่ไม่เคยเห็นเว็บลองสั่งซื้อ แล้วดูว่าติดขัดตรงไหน
- แจ้งลูกค้าเดิม ใส่ลิงก์เว็บในบรรจุภัณฑ์ บัญชี LINE และโพสต์ของร้าน
ลูกค้าจะมาจากไหน
ควรยอมรับตั้งแต่ต้นว่าเว็บใหม่ต้องใช้เวลากว่าจะมีคนเข้าจากการค้นหา ช่องทางแรก ๆ มักเป็นลูกค้าเดิม โซเชียลมีเดียของร้าน และการแนะนำต่อ งานเว็บที่ดีช่วยให้หน้าสินค้าพร้อมถูกค้นเจอ แต่เราไม่ได้รับทำการตลาด โฆษณา หรือดูแลโซเชียลมีเดีย ส่วนนั้นร้านต้องวางแผนเองหรือใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
งบและเวลา
ถ้าต้องการให้ทีมช่วยตั้งร้าน บริการรับทำเว็บไซต์ E-commerce ร้านค้าออนไลน์ของเราเริ่มต้น 50,000 บาท (ราคาประมาณการ ชำระครั้งเดียว) ครอบคลุม Shopify หรือ WooCommerce การรับชำระผ่าน PromptPay บัตร และเก็บเงินปลายทาง การเชื่อมขนส่งในไทย การนำเข้าสินค้า การตั้งค่า e-Tax invoice และการสอนทีมงานพร้อมรายการตรวจก่อนเปิดร้าน โปรเจกต์ทั่วไปใช้เวลาประมาณ 15 วัน ร้านที่มีสินค้าจำนวนมากอาจใช้เวลานานกว่านั้น เทียบกับแพ็กเกจอื่นได้ที่หน้าราคาทำเว็บไซต์แต่ละแพ็กเกจ
บทความสำหรับคนขายของออนไลน์
ดูบทความเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์เรื่องอื่น ๆ ทั้งการเลือกแพลตฟอร์ม การรับชำระเงิน และ PDPA
แหล่งอ้างอิง
- เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) (หน้าแรก ค้นหาหัวข้อการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และ DBD Registered)
- กรมสรรพากร: ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt

