ข้ามไปยังเนื้อหา
ขอใบเสนอราคา โทร +66 93 004 4098

บทความ

ประเภทของเว็บไซต์ที่พบบ่อย และแบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ

สรุปประเภทของเว็บไซต์ตามเป้าหมายและวิธีสร้าง ฟังก์ชันที่ต้องมี เรื่อง PDPA และวิธีเลือกให้ตรงกับธุรกิจ

ภาพปกบทความ: ประเภทเว็บไซต์

ประเภทของเว็บไซต์แบ่งอย่างไร

ประเภทของเว็บไซต์แบ่งได้สองแบบหลัก แบบแรกแบ่งตามเป้าหมายการใช้งาน เช่น เว็บบริษัท ร้านค้าออนไลน์ เว็บบทความ เว็บข่าวหรือพอร์ทัล เว็บผลงาน เว็บรับจองบริการ เว็บการศึกษา เว็บหน่วยงานรัฐหรือองค์กรไม่แสวงกำไร และเว็บชุมชน

แบบที่สองแบ่งตามวิธีสร้าง ได้แก่ เว็บแบบ static เว็บที่ใช้ CMS เว็บบนแพลตฟอร์มร้านค้า และเว็บที่สร้างด้วยเครื่องมือสำเร็จรูป

คำตอบสั้นสำหรับเจ้าของธุรกิจคือ ให้เริ่มจากคำถามว่าอยากให้ผู้เข้าชมทำอะไรเมื่อเข้ามาในเว็บ ติดต่อกลับ ซื้อสินค้า จองคิว หรืออ่านข้อมูล เป้าหมายนั้นจะบอกประเภทของเว็บไซต์ แล้วประเภทจะบอกต่อว่าต้องมีฟังก์ชันอะไร ต้องดูแลข้อมูลส่วนบุคคลแค่ไหน และงบประมาณควรอยู่ช่วงใด

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเว็บไซต์ทำหน้าที่อะไรให้ธุรกิจได้บ้าง ลองอ่านบทความเว็บไซต์คืออะไรและทำงานอย่างไรก่อน บทความนี้จะเน้นที่การจัดกลุ่มและการเลือก ไม่ใช่คำนิยามพื้นฐาน

แบ่งตามเป้าหมายการใช้งาน

รายการด้านล่างเรียงจากประเภทที่ธุรกิจในกรุงเทพฯ ทำบ่อยที่สุดไปจนถึงประเภทที่เฉพาะทางกว่า แต่ละข้อบอกว่าเว็บนั้นมีไว้เพื่ออะไร

  • เว็บบริษัทหรือเว็บองค์กร แนะนำธุรกิจ บริการ และช่องทางติดต่อ เหมาะกับบริษัท B2B สำนักงานบัญชี หรือโรงงานที่ลูกค้าต้องการตรวจสอบความน่าเชื่อถือก่อนคุยงาน หากประเภทนี้ตรงกับคุณ ดูรายละเอียดงานรับทำเว็บบริษัทแบบสองภาษาได้
  • ร้านค้าออนไลน์ ขายสินค้าและรับชำระเงินในเว็บ มีตะกร้า ระบบสต็อก และการจัดส่ง ถ้ากำลังเลือกระหว่างร้านของตัวเองกับมาร์เก็ตเพลส อ่านเว็บขายของออนไลน์ เริ่มอย่างไร
  • เว็บบทความหรือบล็อก เผยแพร่ความรู้เพื่อให้คนค้นเจอผ่าน Google และสร้างความไว้วางใจ
  • เว็บข่าวหรือพอร์ทัล รวมเนื้อหาจำนวนมาก อัปเดตทุกวัน มีหมวดหมู่และระบบค้นหา
  • เว็บผลงาน สำหรับสถาปนิก ช่างภาพ หรือนักออกแบบ เน้นภาพและโครงการที่เคยทำ
  • เว็บรับจองบริการ สำหรับคลินิก ร้านสปา โรงเรียนสอนพิเศษ หรือโรงแรม ให้ลูกค้าเลือกวันเวลาและส่งคำขอได้เอง นายหน้าที่ให้ลูกค้าขอนัดชมทรัพย์ก็ใช้หลักเดียวกัน ดูได้ในหน้ารับทำเว็บไซต์อสังหาพร้อมฟอร์มนัดชม
  • เว็บการศึกษา ให้ข้อมูลหลักสูตร การสมัคร และบางแห่งมีบทเรียนออนไลน์
  • เว็บหน่วยงานรัฐหรือองค์กรไม่แสวงกำไร เผยแพร่ประกาศ เอกสาร และรับบริจาค
  • เว็บชุมชน ให้สมาชิกโพสต์ แลกเปลี่ยน หรือถามตอบกัน

ถ้าอยากเห็นว่าแต่ละประเภทจัดหน้าตาอย่างไร อ่านต่อได้ในคู่มือตัวอย่างเว็บไซต์สวย ๆ พร้อมคำอธิบายโครงสร้าง ซึ่งใช้โครงหน้าตัวอย่างประกอบการอธิบาย

แบ่งตามวิธีสร้างและเทคโนโลยี

เว็บสองเว็บที่มีเป้าหมายเหมือนกันอาจสร้างด้วยวิธีต่างกันโดยสิ้นเชิง วิธีสร้างมีผลต่อความเร็ว ค่าดูแล และความยากเวลาต้องการแก้ไขเนื้อหาเอง

เว็บแบบ static

หน้าเว็บเป็นไฟล์ HTML ที่สร้างไว้ล่วงหน้า โหลดเร็วและมีจุดให้โจมตีน้อย แต่การแก้ข้อความมักต้องพึ่งนักพัฒนา เหมาะกับเว็บที่เนื้อหาแทบไม่เปลี่ยน

เว็บที่ใช้ CMS

CMS เช่น WordPress ให้คุณแก้ข้อความ เพิ่มบทความ และอัปโหลดรูปได้เองผ่านหน้าจัดการ เป็นทางเลือกที่ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้ เพราะยืดหยุ่นและหาคนดูแลได้ง่าย ข้อควรระวังคือต้องอัปเดตปลั๊กอินและระบบอย่างสม่ำเสมอ

แพลตฟอร์มร้านค้า

Shopify เป็นระบบร้านค้าที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ให้ ส่วน WooCommerce เป็นส่วนเสริมของ WordPress ที่คุณควบคุมได้มากกว่า ทั้งสองแบบรองรับตะกร้าสินค้า การชำระเงิน และการคำนวณค่าส่ง

เครื่องมือสร้างเว็บสำเร็จรูป

เครื่องมือแบบลากวางช่วยให้เปิดเว็บได้เร็ว แต่มักจำกัดเรื่องโครงสร้าง ความเร็ว และการย้ายเว็บออกไปในอนาคต เหมาะกับการทดลองไอเดียมากกว่าเว็บหลักของธุรกิจที่ต้องใช้ไปอีกหลายปี

เว็บไซต์กับเว็บแอปพลิเคชัน

เว็บไซต์เน้นการนำเสนอข้อมูลและพาผู้เข้าชมไปสู่การกระทำหนึ่งอย่าง เช่น ส่งฟอร์ม โทร หรือซื้อสินค้า ส่วนเว็บแอปพลิเคชันคือโปรแกรมที่ทำงานผ่านเบราว์เซอร์ ผู้ใช้ล็อกอินเข้ามาทำงานซ้ำ ๆ เช่น ระบบบัญชี ระบบจัดการคลังสินค้า หรือแดชบอร์ดของพนักงาน

ความต่างที่สำคัญคือขอบเขตงาน เว็บแอปต้องออกแบบฐานข้อมูล สิทธิ์ผู้ใช้ และตรรกะทางธุรกิจที่ซับซ้อน ใช้เวลาและทีมพัฒนาซอฟต์แวร์คนละแบบกับการทำเว็บไซต์ เราทำเว็บไซต์ รวมถึงฟอร์มรับจองและฟอร์มสอบถามที่อยู่ในเว็บ แต่ไม่รับพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์เฉพาะทาง หากโครงการของคุณเป็นแบบหลัง ควรหาทีมที่ทำซอฟต์แวร์โดยตรง

ฟังก์ชันที่เว็บไซต์แต่ละประเภทต้องมี

ตารางนี้สรุปฟังก์ชันหลักที่แต่ละประเภทขาดไม่ได้ ใช้เป็นรายการตั้งต้นเวลาคุยขอบเขตงานกับทีมพัฒนา

ประเภทฟังก์ชันหลักต้องรับชำระเงินไหม
เว็บบริษัทหน้าบริการ ฟอร์มติดต่อ ปุ่ม WhatsApp และ LINE แผนที่ไม่จำเป็น
ร้านค้าออนไลน์แคตตาล็อก ตะกร้า สต็อก ค่าส่ง ใบกำกับภาษีจำเป็น
เว็บบทความหมวดหมู่ ค้นหา ผู้เขียน บทความที่เกี่ยวข้องไม่จำเป็น
เว็บรับจองปฏิทิน ฟอร์มจอง อีเมลยืนยันบางกรณี เช่น เก็บมัดจำ
เว็บการศึกษาหน้าหลักสูตร ฟอร์มสมัครบางกรณี เช่น ค่าสมัคร
เว็บองค์กรไม่แสวงกำไรประกาศ เอกสารดาวน์โหลด หน้ารับบริจาคถ้ารับบริจาคออนไลน์

ร้านค้าออนไลน์ในไทยควรรองรับ PromptPay บัตรเครดิต และเก็บเงินปลายทาง รวมถึงเชื่อมกับขนส่งอย่าง Thailand Post, KEX Express (ชื่อเดิม Kerry Express), Flash Express หรือ J&T การรับเงินออนไลน์ต้องผ่านผู้ให้บริการรับชำระเงิน อ่านวิธีเปรียบเทียบได้ในบทความPayment Gateway คืออะไร และควรเลือกเจ้าไหน

PDPA กับเว็บไซต์แต่ละประเภท

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ใช้กับทุกเว็บที่เก็บข้อมูลของคน แต่ภาระงานแต่ละประเภทหนักเบาต่างกัน

  • เว็บที่มีแค่ฟอร์มติดต่อ ต้องมีประกาศความเป็นส่วนตัว แจ้งว่าจะใช้ชื่อและอีเมลเพื่ออะไร และมีแบนเนอร์คุกกี้หากใช้เครื่องมือวัดผลหรือการตลาด
  • ร้านค้าออนไลน์และเว็บที่มีบัญชีสมาชิก เก็บที่อยู่ ประวัติการซื้อ และรหัสผ่าน ต้องดูแลความปลอดภัย กำหนดระยะเวลาเก็บ และรองรับคำขอลบข้อมูล
  • เว็บคลินิกหรือเว็บที่ถามข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง และควรถามเท่าที่จำเป็นจริง
  • เว็บบทความหรือเว็บผลงาน ภาระน้อยที่สุด แต่ยังต้องจัดการคุกกี้และฟอร์มสมัครรับข่าวสาร

สรุปหลักการของกฎหมาย สิทธิของเจ้าของข้อมูล และสิ่งที่เว็บต้องทำ อยู่ในบทความPDPA สรุปสำหรับเจ้าของธุรกิจ ข้อมูลในส่วนนี้เป็นภาพรวมเพื่อการวางแผน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย

เลือกประเภทเว็บไซต์ให้ตรงกับธุรกิจ

เว็บเดียวรวมหลายประเภทได้เสมอ เว็บบริษัทที่มีส่วนบทความ หรือร้านค้าที่มีบทความสอนใช้สินค้า เป็นรูปแบบที่พบบ่อยและได้ผลดี คำถามจึงไม่ใช่ว่าเลือกประเภทเดียว แต่คือประเภทไหนเป็นแกนหลัก

คำถามสี่ข้อก่อนตัดสินใจ

  1. ผู้เข้าชมควรทำอะไรเป็นอย่างแรก ติดต่อ ซื้อ หรือจอง
  2. ลูกค้าเป็นคนไทย ชาวต่างชาติ หรือทั้งสองกลุ่ม ซึ่งจะบอกว่าต้องทำสองภาษาหรือไม่
  3. ใครจะอัปเดตเนื้อหา และบ่อยแค่ไหน
  4. ต้องรับเงินในเว็บหรือไม่

ประเภทกับงบประมาณ

จากแพ็กเกจของเรา ร้านที่ต้องการเว็บแนะนำธุรกิจไม่เกิน 5 หน้าเริ่มที่แพ็กเกจ Starter ราคาเริ่มต้น 10,000 บาท บริษัทที่ต้องการเว็บสองภาษาพร้อมบล็อกและฟอร์มจองเหมาะกับแพ็กเกจ Business เริ่มต้น 30,000 บาท ส่วนร้านค้าออนไลน์บน Shopify หรือ WooCommerce เริ่มที่ 50,000 บาท ราคาทั้งหมดเป็นราคาเริ่มต้นแบบจ่ายครั้งเดียว ราคาจริงระบุในใบเสนอราคา ดูรายละเอียดครบได้ที่หน้าแพ็กเกจและราคาทำเว็บไซต์ และถ้าต้องการให้ทีมช่วยวางโครงสร้างตั้งแต่ต้น ดูบริการออกแบบเว็บไซต์ตามเป้าหมายธุรกิจ

เมื่อรู้ประเภทเว็บที่ต้องการแล้ว ขั้นต่อไปคือวางหน้า เนื้อหา และงบประมาณ บทความด้านล่างช่วยในแต่ละขั้น หรือเลือกอ่านหัวข้ออื่นจากบทความทั้งหมดของเรา

แชร์หน้านี้

แหล่งอ้างอิง

Litesh Dhir ผู้ร่วมก่อตั้ง Website Development Bangkok
ตรวจทานโดย Litesh Dhirผู้ร่วมก่อตั้ง ดูแลงาน SEO และการพัฒนาเว็บไซต์

สร้างเว็บไซต์และดูแลอันดับการค้นหา รวมถึงวางระบบเบื้องหลังเว็บไซต์ลูกค้า 17 แห่งที่เราเผยแพร่ตัวเลขจาก Search Console เกี่ยวกับเรา (หน้าภาษาอังกฤษ)

คำถามที่พบบ่อย

เว็บไซต์แบ่งได้กี่ประเภท

ไม่มีจำนวนที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้แบ่ง หากแบ่งตามเป้าหมาย ประเภทที่พบบ่อยมีราวเก้ากลุ่ม ได้แก่ เว็บบริษัท ร้านค้าออนไลน์ เว็บบทความ เว็บข่าว เว็บผลงาน เว็บรับจอง เว็บการศึกษา เว็บองค์กรไม่แสวงกำไร และเว็บชุมชน หากแบ่งตามวิธีสร้าง จะมีเว็บแบบ static เว็บที่ใช้ CMS แพลตฟอร์มร้านค้า และเครื่องมือสำเร็จรูป

เว็บไซต์กับเว็บแอปพลิเคชันต่างกันอย่างไร

เว็บไซต์ใช้นำเสนอข้อมูลและพาผู้เข้าชมไปสู่การติดต่อ การซื้อ หรือการจอง ส่วนเว็บแอปพลิเคชันคือโปรแกรมที่ผู้ใช้ล็อกอินเข้าไปทำงานซ้ำ ๆ เช่น ระบบบัญชีหรือระบบคลังสินค้า เว็บแอปต้องออกแบบฐานข้อมูลและสิทธิ์ผู้ใช้ที่ซับซ้อนกว่ามาก เรารับทำเว็บไซต์ที่มีฟอร์มจองหรือฟอร์มสอบถาม แต่ไม่รับพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน

ธุรกิจเล็กควรเริ่มจากเว็บไซต์ประเภทไหน

ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มจากเว็บบริษัทขนาดเล็กที่มีหน้าแรก หน้าบริการ หน้าเกี่ยวกับเรา และหน้าติดต่อ พร้อมปุ่ม WhatsApp และ LINE ให้ลูกค้าทักได้ทันที เมื่อธุรกิจโตค่อยเพิ่มบล็อก ภาษาที่สอง หรือระบบร้านค้า การเลือกระบบที่ต่อยอดได้ตั้งแต่ต้น เช่น WordPress ช่วยให้ไม่ต้องรื้อทำใหม่ในภายหลัง

เว็บไซต์หนึ่งเว็บเป็นหลายประเภทพร้อมกันได้ไหม

ได้ และเป็นเรื่องปกติ เว็บบริษัทจำนวนมากมีส่วนบทความเพื่อให้คนค้นเจอผ่าน Google ร้านค้าออนไลน์หลายร้านมีบทความสอนใช้สินค้า ส่วนโรงแรมมักรวมหน้าข้อมูลห้องพักกับฟอร์มสอบถามการจอง สิ่งสำคัญคือกำหนดเป้าหมายหลักให้ชัด แล้ววางเมนูและปุ่มหลักให้พาผู้เข้าชมไปยังเป้าหมายนั้นก่อน

เว็บไซต์ประเภทไหนบ้างที่ต้องใช้ payment gateway

ร้านค้าออนไลน์ที่รับชำระเงินในเว็บต้องใช้แน่นอน เว็บรับจองที่เก็บมัดจำ เว็บการศึกษาที่รับค่าสมัครออนไลน์ และองค์กรที่รับบริจาคผ่านบัตรก็ต้องใช้เช่นกัน ส่วนเว็บบริษัท เว็บบทความ และเว็บผลงานมักไม่ต้องใช้ ถ้าคุณรับเงินผ่านการโอนหลังคุยกันทาง LINE หรือ WhatsApp ก็ยังไม่จำเป็นต้องมีระบบนี้

เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่ต้องการ

ส่งรายละเอียดสั้น ๆ ทาง WhatsApp หรือแบบฟอร์ม แล้วรับใบเสนอราคาที่ระบุขอบเขตงาน ระยะเวลา และราคาของโปรเจกต์

WhatsApp โทร