ประเภทของเว็บไซต์แบ่งอย่างไร
ประเภทของเว็บไซต์แบ่งได้สองแบบหลัก แบบแรกแบ่งตามเป้าหมายการใช้งาน เช่น เว็บบริษัท ร้านค้าออนไลน์ เว็บบทความ เว็บข่าวหรือพอร์ทัล เว็บผลงาน เว็บรับจองบริการ เว็บการศึกษา เว็บหน่วยงานรัฐหรือองค์กรไม่แสวงกำไร และเว็บชุมชน
แบบที่สองแบ่งตามวิธีสร้าง ได้แก่ เว็บแบบ static เว็บที่ใช้ CMS เว็บบนแพลตฟอร์มร้านค้า และเว็บที่สร้างด้วยเครื่องมือสำเร็จรูป
คำตอบสั้นสำหรับเจ้าของธุรกิจคือ ให้เริ่มจากคำถามว่าอยากให้ผู้เข้าชมทำอะไรเมื่อเข้ามาในเว็บ ติดต่อกลับ ซื้อสินค้า จองคิว หรืออ่านข้อมูล เป้าหมายนั้นจะบอกประเภทของเว็บไซต์ แล้วประเภทจะบอกต่อว่าต้องมีฟังก์ชันอะไร ต้องดูแลข้อมูลส่วนบุคคลแค่ไหน และงบประมาณควรอยู่ช่วงใด
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเว็บไซต์ทำหน้าที่อะไรให้ธุรกิจได้บ้าง ลองอ่านบทความเว็บไซต์คืออะไรและทำงานอย่างไรก่อน บทความนี้จะเน้นที่การจัดกลุ่มและการเลือก ไม่ใช่คำนิยามพื้นฐาน
แบ่งตามเป้าหมายการใช้งาน
รายการด้านล่างเรียงจากประเภทที่ธุรกิจในกรุงเทพฯ ทำบ่อยที่สุดไปจนถึงประเภทที่เฉพาะทางกว่า แต่ละข้อบอกว่าเว็บนั้นมีไว้เพื่ออะไร
- เว็บบริษัทหรือเว็บองค์กร แนะนำธุรกิจ บริการ และช่องทางติดต่อ เหมาะกับบริษัท B2B สำนักงานบัญชี หรือโรงงานที่ลูกค้าต้องการตรวจสอบความน่าเชื่อถือก่อนคุยงาน หากประเภทนี้ตรงกับคุณ ดูรายละเอียดงานรับทำเว็บบริษัทแบบสองภาษาได้
- ร้านค้าออนไลน์ ขายสินค้าและรับชำระเงินในเว็บ มีตะกร้า ระบบสต็อก และการจัดส่ง ถ้ากำลังเลือกระหว่างร้านของตัวเองกับมาร์เก็ตเพลส อ่านเว็บขายของออนไลน์ เริ่มอย่างไร
- เว็บบทความหรือบล็อก เผยแพร่ความรู้เพื่อให้คนค้นเจอผ่าน Google และสร้างความไว้วางใจ
- เว็บข่าวหรือพอร์ทัล รวมเนื้อหาจำนวนมาก อัปเดตทุกวัน มีหมวดหมู่และระบบค้นหา
- เว็บผลงาน สำหรับสถาปนิก ช่างภาพ หรือนักออกแบบ เน้นภาพและโครงการที่เคยทำ
- เว็บรับจองบริการ สำหรับคลินิก ร้านสปา โรงเรียนสอนพิเศษ หรือโรงแรม ให้ลูกค้าเลือกวันเวลาและส่งคำขอได้เอง นายหน้าที่ให้ลูกค้าขอนัดชมทรัพย์ก็ใช้หลักเดียวกัน ดูได้ในหน้ารับทำเว็บไซต์อสังหาพร้อมฟอร์มนัดชม
- เว็บการศึกษา ให้ข้อมูลหลักสูตร การสมัคร และบางแห่งมีบทเรียนออนไลน์
- เว็บหน่วยงานรัฐหรือองค์กรไม่แสวงกำไร เผยแพร่ประกาศ เอกสาร และรับบริจาค
- เว็บชุมชน ให้สมาชิกโพสต์ แลกเปลี่ยน หรือถามตอบกัน
ถ้าอยากเห็นว่าแต่ละประเภทจัดหน้าตาอย่างไร อ่านต่อได้ในคู่มือตัวอย่างเว็บไซต์สวย ๆ พร้อมคำอธิบายโครงสร้าง ซึ่งใช้โครงหน้าตัวอย่างประกอบการอธิบาย
แบ่งตามวิธีสร้างและเทคโนโลยี
เว็บสองเว็บที่มีเป้าหมายเหมือนกันอาจสร้างด้วยวิธีต่างกันโดยสิ้นเชิง วิธีสร้างมีผลต่อความเร็ว ค่าดูแล และความยากเวลาต้องการแก้ไขเนื้อหาเอง
เว็บแบบ static
หน้าเว็บเป็นไฟล์ HTML ที่สร้างไว้ล่วงหน้า โหลดเร็วและมีจุดให้โจมตีน้อย แต่การแก้ข้อความมักต้องพึ่งนักพัฒนา เหมาะกับเว็บที่เนื้อหาแทบไม่เปลี่ยน
เว็บที่ใช้ CMS
CMS เช่น WordPress ให้คุณแก้ข้อความ เพิ่มบทความ และอัปโหลดรูปได้เองผ่านหน้าจัดการ เป็นทางเลือกที่ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้ เพราะยืดหยุ่นและหาคนดูแลได้ง่าย ข้อควรระวังคือต้องอัปเดตปลั๊กอินและระบบอย่างสม่ำเสมอ
แพลตฟอร์มร้านค้า
Shopify เป็นระบบร้านค้าที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ให้ ส่วน WooCommerce เป็นส่วนเสริมของ WordPress ที่คุณควบคุมได้มากกว่า ทั้งสองแบบรองรับตะกร้าสินค้า การชำระเงิน และการคำนวณค่าส่ง
เครื่องมือสร้างเว็บสำเร็จรูป
เครื่องมือแบบลากวางช่วยให้เปิดเว็บได้เร็ว แต่มักจำกัดเรื่องโครงสร้าง ความเร็ว และการย้ายเว็บออกไปในอนาคต เหมาะกับการทดลองไอเดียมากกว่าเว็บหลักของธุรกิจที่ต้องใช้ไปอีกหลายปี
เว็บไซต์กับเว็บแอปพลิเคชัน
เว็บไซต์เน้นการนำเสนอข้อมูลและพาผู้เข้าชมไปสู่การกระทำหนึ่งอย่าง เช่น ส่งฟอร์ม โทร หรือซื้อสินค้า ส่วนเว็บแอปพลิเคชันคือโปรแกรมที่ทำงานผ่านเบราว์เซอร์ ผู้ใช้ล็อกอินเข้ามาทำงานซ้ำ ๆ เช่น ระบบบัญชี ระบบจัดการคลังสินค้า หรือแดชบอร์ดของพนักงาน
ความต่างที่สำคัญคือขอบเขตงาน เว็บแอปต้องออกแบบฐานข้อมูล สิทธิ์ผู้ใช้ และตรรกะทางธุรกิจที่ซับซ้อน ใช้เวลาและทีมพัฒนาซอฟต์แวร์คนละแบบกับการทำเว็บไซต์ เราทำเว็บไซต์ รวมถึงฟอร์มรับจองและฟอร์มสอบถามที่อยู่ในเว็บ แต่ไม่รับพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์เฉพาะทาง หากโครงการของคุณเป็นแบบหลัง ควรหาทีมที่ทำซอฟต์แวร์โดยตรง
ฟังก์ชันที่เว็บไซต์แต่ละประเภทต้องมี
ตารางนี้สรุปฟังก์ชันหลักที่แต่ละประเภทขาดไม่ได้ ใช้เป็นรายการตั้งต้นเวลาคุยขอบเขตงานกับทีมพัฒนา
| ประเภท | ฟังก์ชันหลัก | ต้องรับชำระเงินไหม |
|---|---|---|
| เว็บบริษัท | หน้าบริการ ฟอร์มติดต่อ ปุ่ม WhatsApp และ LINE แผนที่ | ไม่จำเป็น |
| ร้านค้าออนไลน์ | แคตตาล็อก ตะกร้า สต็อก ค่าส่ง ใบกำกับภาษี | จำเป็น |
| เว็บบทความ | หมวดหมู่ ค้นหา ผู้เขียน บทความที่เกี่ยวข้อง | ไม่จำเป็น |
| เว็บรับจอง | ปฏิทิน ฟอร์มจอง อีเมลยืนยัน | บางกรณี เช่น เก็บมัดจำ |
| เว็บการศึกษา | หน้าหลักสูตร ฟอร์มสมัคร | บางกรณี เช่น ค่าสมัคร |
| เว็บองค์กรไม่แสวงกำไร | ประกาศ เอกสารดาวน์โหลด หน้ารับบริจาค | ถ้ารับบริจาคออนไลน์ |
ร้านค้าออนไลน์ในไทยควรรองรับ PromptPay บัตรเครดิต และเก็บเงินปลายทาง รวมถึงเชื่อมกับขนส่งอย่าง Thailand Post, KEX Express (ชื่อเดิม Kerry Express), Flash Express หรือ J&T การรับเงินออนไลน์ต้องผ่านผู้ให้บริการรับชำระเงิน อ่านวิธีเปรียบเทียบได้ในบทความPayment Gateway คืออะไร และควรเลือกเจ้าไหน
PDPA กับเว็บไซต์แต่ละประเภท
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ใช้กับทุกเว็บที่เก็บข้อมูลของคน แต่ภาระงานแต่ละประเภทหนักเบาต่างกัน
- เว็บที่มีแค่ฟอร์มติดต่อ ต้องมีประกาศความเป็นส่วนตัว แจ้งว่าจะใช้ชื่อและอีเมลเพื่ออะไร และมีแบนเนอร์คุกกี้หากใช้เครื่องมือวัดผลหรือการตลาด
- ร้านค้าออนไลน์และเว็บที่มีบัญชีสมาชิก เก็บที่อยู่ ประวัติการซื้อ และรหัสผ่าน ต้องดูแลความปลอดภัย กำหนดระยะเวลาเก็บ และรองรับคำขอลบข้อมูล
- เว็บคลินิกหรือเว็บที่ถามข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง และควรถามเท่าที่จำเป็นจริง
- เว็บบทความหรือเว็บผลงาน ภาระน้อยที่สุด แต่ยังต้องจัดการคุกกี้และฟอร์มสมัครรับข่าวสาร
สรุปหลักการของกฎหมาย สิทธิของเจ้าของข้อมูล และสิ่งที่เว็บต้องทำ อยู่ในบทความPDPA สรุปสำหรับเจ้าของธุรกิจ ข้อมูลในส่วนนี้เป็นภาพรวมเพื่อการวางแผน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย
เลือกประเภทเว็บไซต์ให้ตรงกับธุรกิจ
เว็บเดียวรวมหลายประเภทได้เสมอ เว็บบริษัทที่มีส่วนบทความ หรือร้านค้าที่มีบทความสอนใช้สินค้า เป็นรูปแบบที่พบบ่อยและได้ผลดี คำถามจึงไม่ใช่ว่าเลือกประเภทเดียว แต่คือประเภทไหนเป็นแกนหลัก
คำถามสี่ข้อก่อนตัดสินใจ
- ผู้เข้าชมควรทำอะไรเป็นอย่างแรก ติดต่อ ซื้อ หรือจอง
- ลูกค้าเป็นคนไทย ชาวต่างชาติ หรือทั้งสองกลุ่ม ซึ่งจะบอกว่าต้องทำสองภาษาหรือไม่
- ใครจะอัปเดตเนื้อหา และบ่อยแค่ไหน
- ต้องรับเงินในเว็บหรือไม่
ประเภทกับงบประมาณ
จากแพ็กเกจของเรา ร้านที่ต้องการเว็บแนะนำธุรกิจไม่เกิน 5 หน้าเริ่มที่แพ็กเกจ Starter ราคาเริ่มต้น 10,000 บาท บริษัทที่ต้องการเว็บสองภาษาพร้อมบล็อกและฟอร์มจองเหมาะกับแพ็กเกจ Business เริ่มต้น 30,000 บาท ส่วนร้านค้าออนไลน์บน Shopify หรือ WooCommerce เริ่มที่ 50,000 บาท ราคาทั้งหมดเป็นราคาเริ่มต้นแบบจ่ายครั้งเดียว ราคาจริงระบุในใบเสนอราคา ดูรายละเอียดครบได้ที่หน้าแพ็กเกจและราคาทำเว็บไซต์ และถ้าต้องการให้ทีมช่วยวางโครงสร้างตั้งแต่ต้น ดูบริการออกแบบเว็บไซต์ตามเป้าหมายธุรกิจ
บทความที่ช่วยวางแผนเว็บไซต์
เมื่อรู้ประเภทเว็บที่ต้องการแล้ว ขั้นต่อไปคือวางหน้า เนื้อหา และงบประมาณ บทความด้านล่างช่วยในแต่ละขั้น หรือเลือกอ่านหัวข้ออื่นจากบทความทั้งหมดของเรา

